The winner's Web

Thursday, September 16, 2004

แกะรอยแผนโค่น "ทักษิณ ชินวัตร" โดยเอกยุทธ อัญชันบุตร

สังคมไทยกำลังตั้งคำถามต่อเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ที่โด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อน

เขามีทุน มีพลังอำนาจมาจากไหน จึงหาญกล้า จะซื้อพรรคประชาธิปัตย์ หรือตั้งพรรคการเมืองใหม่ เป้าหมายโค่น "ทักษิณ ชินวัตร" โดยตรง!

เกมเขย่าบัลลังก์ครั้งนี้ จะดุเดือดเผ็ดมันขึ้นเรื่อยๆ และจะมี "ไอ้โม่ง" ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏตัวขึ้นหรือไม่?

ฤาจะโอละพ่อ แค่คนอยากดัง หลอกนักการเมืองที่กระหายอยากได้ "ทุน" เท่านั้น

การปรากฏตัวของชายที่ชื่อ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" กลายเป็นประเด็นลือลั่น ในสังคมการเมือง และไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ ที่ขั้วอำนาจฝ่ายรัฐบาล และผู้นำทางการเมือง อย่าง "ทักษิณ ชินวัตร"
จะมองข้ามนักธุรกิจผู้นี้ได้

ปฏิบัติการล้ม "ทักษิณ"
"เป้าหมายของผม คือ หยุดคุณทักษิณ และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอำนาจผูกขาด ทางการเมืองไทย" เอกยุทธ กล่าวถึงจุดมุ่งหมาย กับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์"

ยิ่งไปกว่านั้น เอกยุทธ ยืนยันว่า หลังเลือก ตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร เขามี "ทีเด็ด" ที่จะทำ ให้รัฐบาลชุดนี้ ต้อง สะดุ้ง สะเทือน!

การประกาศท้าทายขั้วอำนาจรัฐบาล ด้วยการแสดงจุดยืนขอเป็นศัตรูทางการเมืองกับรัฐบาลทักษิณของเอกยุทธ มิใช่เรื่องเล็กๆ ที่ขั้วรัฐบาลจะนิ่งนอนใจได้ เพราะแผนปฏิบัติการ "ป่วนสายฟ้า"ครั้งนี้มีพลัง และเป็นเรื่องที่จับตามองอย่างยิ่งทุกขณะ

ยุทธวิธีของเอกยุทธ โดยเฉพาะการแสดง เจตจำนงในฐานะ "นายทุน" เพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคมหาชน พร้อมๆกับการประกาศจัดตั้งพรรค "ประชาธรรม" เพื่อต่อสู้ทาง การเมืองกับพรรคไทยรักไทย นับเป็นยุทธวิธีการเปิดเผยตัวเองที่เด่นชัดยิ่ง ให้สังคมรู้จักว่า เขาคือ เอกยุทธ อัญชันบุตร และแผนการนี้ดูจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะชื่อของเขา เริ่มปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และน่าติดตามอย่างยิ่ง

เปิดโปงข้อมูลลับเขย่าบัลลังก์ทักษิณ
เอกยุทธ ยืนยันว่า ขอให้ประชาชนทั่วประเทศ จับตามองให้ดี หลังศึกผู้ว่าฯกรุงเทพ มหานคร เขามี ช็อตเด็ดชนิด "พลิกฟ้าพลิกแผ่น ดิน" เป็นข้อมูลลับเฉพาะที่เปิดโปงขบวนการกลุ่มนายทุนโกงชาติ

ข้อมูลดังกล่าว มีลักษณะ เป็น Mind Map แสดงให้ถึงเครือข่ายหุ้นแต่ละตัวที่เชื่อมโยงตระกูลดังที่มีการผันผวน และได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

รายงานข่าวระบุว่า ตระกูลที่จะถูกเปิดเผย อาทิ กลุ่มชินวัตร กลุ่มมหากิจศิริ กลุ่มรุ่งเรืองกิจ กลุ่มปลั่งศิริ และเครือข่ายที่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มคนในพรรคไทยรักไทย เป็นต้น

"การทำข้อมูลครั้งนี้ใช้เงินประมาณ 2 ล้านบาท โดยว่าจ้างนักศึกษาระดับปริญญาโทเริ่มทำ ประมาณเดือน ก.พ.47 ที่ผ่านมานี้ โดยจะสืบ ค้นตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณเข้ามาทำงานวันแรก กระทั่งสิ้นสุดปลายปี 46 ทำทั้งหมด 3 ปี พร้อมทั้งเปรียบเทียบตัวเลขให้ประชาชนได้เห็นหนี้สินของประเทศว่า ก่อนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ประเทศเป็นยังไง และตอนนี้เป็นยังไง ดอกเบี้ย เท่าไหร่"

ในการนำเสนอข้อมูล จะพยายามทำให้กระชับ และง่ายต่อความเข้าใจ เพื่อแสดงให้เห็น ถึงศูนย์รวมอำนาจในเมืองไทย ซึ่งมีทั้งหมด 15 ตระกูล วงแรกเป็นกลุ่มคนศูนย์อำนาจที่แท้จริง มีไม่เกิน 20 คน วงที่สองจะประกอบด้วยกลุ่มคนที่เป็นเครือญาติ เพื่อนฝูงมีไม่เกิน 200 คน แผนภูมินี้จะแฉออกมาว่า ก่อนมีอำนาจ ระหว่างมีอำนาจ และหลังเสียอำนาจมีผลประโยชน์อย่างไร

นอกจากนี้ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเปิดเผยออกมา รายละเอียดจะรวมไปถึงพวกที่ล้มบนฟูก จะถูกแฉออกมาให้สังคมรับรู้กัน และงานนี้ คาดว่า จะมีบรรดานายทุน สะดุ้ง สะเทือนกันเป็นแถว

บทบาทใหม่เจ้าพ่อแชร์
ตัวตนของเอกยุทธ กลายเป็นจุดสนใจตั้งแต่เขาเปิดตัว เพราะคนที่เคยมีรอยมลทินจากคดีดังแชร์ชาร์เตอร์เมื่อ 20 ปี เขากลับมาทำอะไรที่นี่...

เอกยุทธ รู้ดีว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยโด่งดังในฐานะเจ้าพ่อแชร์ลูกโซ่ ทว่าวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยน ไป เขาไม่ได้มาในฐานะเจ้าพ่อแชร์ แต่เขามาในบทบาทใหม่ นั่นคือ นักธุรกิจนายทุนผู้มั่งคั่งที่พร้อมจะลงทุนทางเมืองต่อสู้กับอำนาจฝ่ายรัฐบาล

รอยแผลในใจ จากธุรกิจแชร์ลูกโซ่เมื่ออดีต ซึ่งทำให้เขาต้องระหกระเหินไปหากินต่างประเทศ ถือเป็นแรงใจที่ทำให้เขาเติบโตขึ้น แกร่งขึ้น โดยเฉพาะฐานะทางสังคมของเขา เปลี่ยนจากผู้เคยมีคดีติดตัว มาเป็นนักธุรกิจชั้นนำในประเทศอังกฤษ

ปัจจุบันเขามีธุรกิจมากมายในมือ ดำเนินธุร กิจหลายประเทศ ทั้งในอังกฤษ ฮ่องกง มาเลเซีย ซึ่งเขาบอกว่า เขามั่งคั่งขึ้นเพราะการเป็นนักค้าเงิน ในตลาดเงิน ตลาดหุ้น รวมทั้งการทำธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ และ เทรดดิ้งซึ่งเขาถือเป็นเซียน การ เงินชั้นเลิศผู้หนึ่ง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว และประสบสำเร็จอย่างดียิ่งกับธุรกิจการเงินที่สร้างฐานะให้เขาเป็นมหาเศรษฐี

"หมอนี่ ใช้แนวคิดแบบ จอร์จ โซรอส" ไม่ผิดนักที่มีบางคนยกย่องว่า เอกยุทธ เก่งฉกาจระดับชั้นเซียนทางการเงิน แบบ จอร์จ โซรอส เพราะชื่อเสียง บารมีทางด้านนักธุรกิจการเงินของเขา ได้ยอมรับว่า มีกลวิธีที่เหนือชั้น

วันนี้ ของเอกยุทธ จึงมีพร้อมทั้งทรัพย์สิน เงินทอง และเมื่อเขาสนใจที่จะเข้ามาเล่นการเมือง ในฐานะ "นายทุน" ผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมเป็นเหตุและผลที่น่าสนใจไม่น้อย

เส้นทางเดินแผนลับ
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปี ยุคเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ผู้นี้รุ่งโรจน์ เขามีความสัมพันธ์เป็นอย่างดีกับ พรรคกิจสังคม ซึ่งเขาอ้างว่า คุณมนตรี พงษ์พาณิช เป็นเพื่อนพี่ชายของเอกยุทธ แต่ที่กระฉ่อนที่สุดคือ เอกยุทธมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร ของพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร เมื่อปี 2528

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก ที่วันนี้ เอกยุทธ จะสนใจการเมือง แม้เขาจะบอกว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เขากลับมาเปิดตัวต่อสาธารณชน เพราะทนเห็นประเทศไทยเสียหายต่อไปไม่ได้ กับการแสวงหาผลประโยชน์ กับกลุ่มนายทุนที่ยึดครองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซุกหุ้น ปั่นหุ้น ล้วนเป็นฝีมือนายทุนของกลุ่มคนในรัฐบาลทั้งสิ้น แต่ลึกๆ แล้วในใจเขารู้ดีว่า เขาอยากกลับมาทำอะไรที่นี่

การเข้ามาของ เอกยุทธ ยิ่งมองลึกซึ้ง การเดินเกมนี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดมาวันสองวัน หากแต่เป็นเกมที่เขาวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน มีทั้งเดินแผนทั้งในและต่างประเทศ

ผนึกกลุ่มทหาร
เอกยุทธ ยอมรับว่า เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยบ่อยครั้ง ช่วงปีที่ผ่านมาเดินทางกลับมาเกือบทุกเดือน อยู่เมืองไทยประมาณ 2-3 อาทิตย์ เพื่อพบสังสรรค์กับเพื่อน 14 ตุลาฯ และกลุ่มนายทหารระดับนายพล ใช้กิจกรรมการเล่น กอล์ฟเป็นสื่อสนทนา คนที่รู้จักเอกยุทธ จะรู้ดีว่า เอกยุทธเป็นคนมีบุคลิกดี เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง จึง ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมีนักการเมืองทั้งในคนของรัฐบาล และฝ่ายค้านหลายคนรู้จักเขา เคยสนทนากับเขา

การเล่นกอล์ฟไม่ใช่เหตุผลหลัก ซึ่งเพื่อนร่วมก๊วนกอล์ฟของเอกยุทธต่างรู้ดีว่า เขาใช้กิจ กรรมเป็นสื่อที่เชื่อมโยงกับพันธมิตรทางการเมือง หรือ ผู้ที่มีอุดมการณ์ตรงกับเขา นั่นหมายถึง ผู้ที่มีอุดมการณ์ต่อต้านนายกฯทักษิณ

กลุ่มนายทหารระดับนายพล ก๊วนพล.ต. มนูญกฤต รูปขจร และนายพลแถวหน้าผู้เคยมีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลทักษิณ ล้วนปรากฏมีชื่อหลายๆ ต่อหลายคนว่า เคยมีการสนทนากับเอกยุทธ มาแล้วทั้งสิ้น

เห็นได้ชัดว่า เอกยุทธ พยายามสร้างพันธมิตรทางทหาร เพราะเขาเชื่อว่า หากทหารจำหนวนหนึ่งยืนเคียงเขา ก็ย่อมทำให้เขามีพลังแข็งแกร่งขึ้น

เดินเกมทั้งนอกและในปท.
การเดินแผนลับๆต่อสู้กับพรรครัฐบาล ไม่ใช่กลุ่มทหารเพียงกลุ่มเดียวที่เขาปรารถนา เขายังพยายามต่อสายถึงกลุ่มเอ็นจีโอ นักธุรกิจท้อง ถิ่นในไทยอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้สายสัมพันธ์กับคนเหล่านี้งอกงามขึ้น โดยใช้งานสังคม และการเชื่อมต่อจากบุคลหนึ่งสู่อีกบุคลหนึ่ง

ใช่ว่า...เอกยุทธไม่เคยต่อสายสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล เขาเล่าว่า เขาเคยเสนอแนวคิดให้รัฐบาลในประเด็น การขายสินค้าโอทอปที่ประเทศอังกฤษ โดยพูดคุยผ่าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้นำสินค้าโอทอปของไทยมาขายที่ห้างสรรพสินค้าของเขา โดยหักค่าขายร้อยละ 5 แต่ทุกอย่างก็เงียบไป รัฐบาลไม่สนใจ

ในต่างประเทศ เอกยุทธ ยอมรับว่า เขาเคย ได้ร่วมพูดคุยกับนักการเมืองระดับหัวกะทิ หลายคน ที่ร้านกำทอง ณ กรุงลอนดอน โดยเฉพาะ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ถือเป็นแขกคนสำคัญที่เขาต้อนรับเป็นอย่างดี

ประเด็นสนทนาส่วนใหญ่ เอกยุทธ เล่าว่า เขาเคยจับกลุ่มคุยกับกลุ่มคน 14 ตุลาฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ มี สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ,สังศิต พิริยะรังสรรค์ และวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ล้วนเป็นประเด็นที่เกี่ยวโยงกับการจัดตั้งพรรคทางเลือกที่สาม หรือ การจัดตั้งพรรคใหม่ที่จะขึ้นมาต่อกรกับพรรคไทยรักไทย แต่เขายอมรับว่าการพูดคุยหารือ เรื่องพรรคทางเลือกที่สามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่สามารถตกผลึกได้ ด้วยความคิดเห็นที่ไม่ลงตัว และหลายคนที่พูดคุย เกรงกลัวกับอำนาจบารมีของรัฐบาลชุดนี้

สวมบทบาทนายทุน
เมื่อพรรคทางเลือกที่สามยังไม่ตกผลึก เอกยุทธ จึงเบนเข็มสวมบทบาท เป็น "นายทุน" ให้เงินสนับสนุน พรรคการเมืองฝ่ายค้าน โดยตั้งเป้า ไปที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีการต่อสายตรงเข้า ไปพบกับ บัญญัติ บรรทัดฐาน,ไตรรงค์ สุวรรณ คีรี, ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์,สุรินทร์ พิศสุวรรณ, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และสุทัศน์ เงินหมื่น ล้วนเป็นขุนพลในพรรคที่ผ่านการคุยกับเขามาแล้วทั้งสิ้น

ขณะเดียวกันเอกยุทธ ได้เชื่อมต่อกับส.ว. เพื่อพูดคุยหารือทางการเมือง สมพงษ์ สระกวี ส.ว.สงขลา เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับว่าได้เคยพูดคุยกับ เอกยุทธจริง

ส.ว.สงขลา กล่าวว่า "เขาเป็นเพื่อนกับเอกยุทธ ในฐานะที่เป็นเพื่อนกลุ่ม 14 ตุลาฯ เรื่องที่พูดคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง เอกยุทธบอกว่า เขาอยากให้ผมแนะนำนักการเมืองที่ดีให้รู้จัก ซึ่งผมก็บอกเขาว่าไม่มีหรอก แต่ก็แนะนำให้ไปคุยกับ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ โดยขณะอ.เอนกยังอยู่พรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ผมยังแนะนำให้ไปคุยกับสุธรรม แสงประทุม รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยกันละกัน"

การสร้างเครือข่าย กับกลุ่มบุคคลสำคัญทางการเมือง ถือเป็นหมากสำคัญที่เขาเองมองลึกลงไปว่า กลุ่มคนเหล่านี้หากรวมตัวกันได้ ย่อมเป็นพลังที่ต่อกรกับขั้วอำนาจรัฐบาลได้

จุดกระแสพรรคทางเลือกที่สาม
เอกยุทธ มีความตั้งใจที่อยากจะตั้งพรรคทางเลือกที่สาม โดยมีแผนที่จะใช้ วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ เป็นตัววัดกระแสในการเลือก ตั้งผู้ว่าฯกทม. แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์การต่อสู้ในสนามกทม.ความเป็นไปได้ที่วุฒิพงษ์ จะชนะเลือกตั้งเป็นไปได้น้อยมาก ขณะเดียว กันเอกยุทธ ก็รู้ดีว่าถึงสถานการณ์ของวุฒิพงษ์ ดังนั้นเขาจึงอาศัยสายสัมพันธ์ที่มีอยู่กับนายทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ เป็นแรงผลักดันให้เกิดพรรคประชาธรรมขึ้นอีกทางหนึ่ง

โดยล่าสุด ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตหัวหน้า พรรคพลังธรรม ออกมายอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับเอกยุทธ เพื่อให้เกิดพรรคประชาธรรมขึ้น จริง ซึ่งไชยวัฒน์ เป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ปฏิเสธ
ทักษิณ มาตั้งแต่ศึกพลังธรรม

การร่วมจัดตั้งพรรคประชาธรรมขึ้นมานั้น เอกยุทธ ยืนยันว่า เป็นความต้องการที่จะเสนอแนวความคิดที่สวนกระแสกับที่รัฐบาลปัจจุบัน สำหรับตนนั้นต้องการเป็นที่ปรึกษา ขอใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีมากกว่าจะลงไปเล่นเอง

ใครอยู่เบื้องหลัง "เอกยุทธ"
แผนปฏิบัติการของเอกยุทธ เป็นแผนที่ถูกเตรียมการเป็นอย่างดี มีข่าวแว่วว่า เขามีทีมงานที่ปรึกษาชั้นดีในประเทศอังกฤษ แผนปฏิบัติครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ

"ผมเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในเกมนี้ สิ่งที่ผม ทำไม่ได้ทำคนเดียว แต่มีอำนาจเหนืออำนาจต้องทำ" เอกยุทธกล่าว แต่เขาไม่ยอมเปิดเผยว่าผู้อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นใคร เพียงแต่ให้ข้อสังเกตว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่เดียวดาย ท่ามกลางอิทธิพลที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเอกยุทธ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มิได้เล็ดลอดสายตาจากนายกฯทักษิณ มีการยืนยันว่า นายกฯทักษิณมีการจัดคนเฝ้าติดตามพฤติกรรมเอกยุทธตลอดเวลา โดยเฉพาะการติดต่อกับกลุ่มนายทหาร ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญที่นายกฯทักษิณเป็นกังวลในใจลึกๆว่า ทหารอาจเป็นตัวจักรสำคัญที่จะเข้าไปยืนข้างเอกยุทธในการต่อสู้กับกลุ่มรัฐบาล

แต่สิ่งที่ ทักษิณ อยากรู้ที่สุดในเวลานี้ คือ ไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือ ใคร?


"เอกยุทธ" ติดทำเนียบ "เจ้าพ่อ" !
หลังเหตุการณ์คดีแชร์ชาร์เตอร์ที่ถูกรัฐบาลยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สั่งดำเนิน การทางกฎหมาย ตามพระราชกำหนดบทลงโทษการเล่นแชร์ เช่นเดียวกับกรณีแชร์แม่ชม้อย และแชร์แม่นกแก้ว เมื่อ 20 ปีก่อน (พ.ศ.2528) แทบไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เอกยุทธ อัญชันบุตร ละครตัวเอกของเรื่อง บุคคลที่รัฐบาลในยุคนั้นต้องการตัวเป็นอันดับต้นๆทั้งที่ก่อนหน้านั้น เป้าหมายอยู่ที่แชร์แม่ชม้อย และแม่นกแก้ว

สนธิ ลิ้มทองกุล ได้เขียนถึงที่มาของแชร์ ชาร์เตอร์ และไม่พลาดที่จะสะท้อนความเป็นตัวของบุรุษที่ชื่อเอกยุทธ ไว้อย่างหมดเปลือก..! ในหนังสือ "เจ้าพ่อ" (พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ2545)

"29 ปีถ้าเป็นต้นไม่ ก็ต้องถือว่าอายุมากพอสมควร ถ้าเป็นคนก็ต้องนับว่าน่าจะบวชเรียน มีครอบครัวได้แล้ว .แต่ถ้าเป็นการทำงาน ก็ต้องนับว่าวัยอยู่ในระหว่างการเริ่มต้น

สำหรับเอกยุทธ อัญชันบุตร นั้นในวัย 29 ปีก็ต้องยอมรับว่าสังคมไทยได้ให้โอกาสการทำงานอย่างเต็มที่แล้ว

ในวัยหนุ่มของคนทั่วๆไปไม่ว่าจะมีการศึกษาสูงแค่ไหนก็ตาม โอกาสที่จะได้จับจ่ายเงิน พันล้านบาทนั้นคงมีไม่กี่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินนั้นเป็นเงินของประชาชนทั้งหมด!

แต่เอกยุทธ และสหายก็พลาดไปอีกเหมือนกับหลายๆคนที่พลาดไปก่อนหน้านี้! หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเอกยุทธ และสหายต่างก็รู้อยู่ว่าจุดจบของตัวเองจะต้องเป็นเช่นไรอยู่แล้ว แต่เรื่องข้างหน้าไม่สำคัญหรอกขอเล่นไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าพลาดก็พลาดไปติดคุก ไม่กี่ปีก็ออกมา" (จากตอน "เอกยุทธ อัญชันบุตร ดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาว แล้วก็กลายเป็น ธุลี" หนังสือ "เจ้าพ่อ" หน้า 174 )

"และแล้วขบวนการสนองตัณหาคนโลภ ก็เริ่มขึ้นเมื่อกลางปี2526 นี่เอง บริษัทชาร์เตอร์ อินเวสเม้นท์ จำกัด ก็เปิดขึ้นอย่างโอ่อ่ามีอดีตพลเอกนอกราชการเป็นประธานที่ปรึกษาซึ่งพิมพ์อยู่บนบัตรเชิญอย่างโก้หรู

ทุกคนที่อยู่ในระดับมังกรเหินฟ้าเข้ามาร่วมสำนักกันหมด ตั้งแต่เอกยุทธ อัญชันบุตร เพิ่มศักดิ์ จริตงาม อภิชาต ศิริโชติบัณฑิต เสริมชีพ เจริญชน และอัครเดช อัญชันบุตร ผู้เป็นน้องชายเอกยุทธ

ขบวนการนี้เดิมทีแรกเริ่มได้มือค้าคอมมอดิตี้ตัวฉกาจในวงการเป็นผู้หญิงชื่อระพีพรรณ พรหมนิตย์ เข้ามาร่วมด้วยโดยให้เป็นกรรมการ (แต่ระพีพรรณพรหมนิตย์ ลาออกจากกรรมการ หลังจากที่ชาร์เตอร์อินเวสเม้นท์ ได้เปลี่ยนเข็มจากคอมมอดิตี้มาเล่นแชร์แทน)
สิบล้านบาทที่เป็นเงินยืมจากแม่ชม้อย โครงการค้ำประกันของรัฐมนตรีว่าการของพรรคการ เมืองแห่งหนึ่งคือทุนจดทะเบียนที่ขบวนการมังกรเหินฟ้านี้เริ่มโดยมีเอกยุทธ อัญชันบุตร เป็นผู้มีอำนาจในการเซ็นเช็คแต่ผู้เดียว"("เจ้าพ่อ" หน้า178)

"โดยข้อเท็จจริงแล้วทางรัฐบาลกำลังจับตาดูชม้อยและนกแก้วกันอย่างขะมักเขม้นสำหรับชาร์แตอร์นั้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ค่อยให้ความ สนใจเท่าใด เพราะขนาดของมันเมื่อเทียบกับชม้อยและนกแก้วแล้วยังเล็กกว่ากันมาก

แต่เวลานั้นเอกยุทธ ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของตัวเองเสียแล้ว !

บางทีการมีเงินในมือมากๆก็ทำให้คนเราคิดว่าตัวเองคือเจ้าแผ่นดิน

เอกยุทธก็เผอิญเป็นคนประเภทนั้นด้วย !

เอกยุทธเลยทำในสิ่งที่ขนาดพรรคการ เมือง อย่างชาติไทยยังไม่กล้าทำ คือการยื่นฟ้อง พล.อ.เปรมและรัฐบาล ! เท่านั้นเองแหละ ขบวน การกินโต๊ะจีนก็เริ่มขึ้นทันที !

คำสั่งด่วนด้วยวาจาถูกถ่ายทอดลงมาตาม ลำดับชั้นว่าไก่ตัวแรกที่ต้องเชือดสังเวยพระราชกำหนดนี้คือแชร์ชาร์เตอร์ จากการใช้อำนาจ ทางกฎหมายผ่านทางกระทรวงการคลัง ธนา-คารแห่งประเทศไทยมายังธนาคารพาณิชย์ ทำ ให้เอกยุทธเริ่มรู้แล้วว่าสวรรค์นั้นมันชักจะร้อน ขึ้นทุกวัน

พระราชกำหนดนี้ทำให้วงแชร์ปั่นป่วนอย่างมากๆ เงินใหม่ที่จะเข้าก็หยุดชะงักรอดูเหตุการณ์ก่อน ส่วนเงินเก่านั้นก็ถึงคิวต้องจ่าย ดอกเบี้ย เมื่อเงินใหม่ไม่เข้ามาแล้วเงินเก่าจะได้ดอกเบี้ยอย่างใดเล่า ?

และก็อย่างไม่มีใครนึกถึง เอกยุทธ ก็เลย เล่นบทขอมดำดิน ปล่อยให้วงแตกกันหมด เมื่อตำรวจออกหมายจับฐานออกเช็คไม่มีเงินเจ็ดล้านกว่าบาท ("เจ้าพ่อ" หน้า 186 )

"1 ปีกับ 6 เดือนที่เอกยุทธ อัญชันบุตร และสหายได้เริ่มตั้งแชร์ชาร์เตอร์ขึ้นมาด้วยเงิน10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินยืมจากชม้อยก่อนจะพบจุดจบ

18 เดือนที่ผ่านมาคนหนุ่มกลุ่มนี้ได้ใช้ชั้นเชิงและความสามารถหมุนเงินของชาวบ้าน(ที่ค่อนข้างจะโลภ)เอามาจับจ่ายใช้สอยอย่างมันมือ โดยออกมาในหลายรูปแบบตั้งแต่มีรถยนต์ 34 คันจนถึงทรัพย์สินที่แอบซื้อเก็บไว้" (หนังสือ "เจ้าพ่อ"หน้า187)

ติดตามเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "เจ้าพ่อ" ในตอน "เอกยุทธ อัญชันบุตร ดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาวแล้วก็กลายเป็นธุลี" พิมพ์เมื่อ ก.ค. 2545


"เอกยุทธไม่เทียบชั้นทักษิณ" ลั่น! ไม่รวยแต่มีทุนมาตั้งพรรคได้
กว่าที่เอกยุทธ อัญชันบุตร จะมีวันนี้ได้ เขาได้ข้ามผ่านช่วงวันเวลาที่ไม่อาจลืมเลือน ไปได้ 20 ปีที่เอกยุทธ เดินทางออกนอกประเทศข้ามน้ำข้ามทะเล ภายหลังจากที่รัฐบาลสั่งดำเนินการทางกฎหมายกับธุรกิจแชร์อย่างจริงจัง

หลังจากบริษัท แชร์ชาร์เตอร์อินเวส-เม้นท์ จำกัด ถูกปิดลง เอกยุทธ ได้เดินทาง ออกนอกประเทศ ไปพำนักอยู่กับเพื่อนที่เป็น วิศวกร ที่ประเทศเยอรมนีนานประมาณ 5-6 เดือน

"ตอนนั้นผมก็ทำใจอยู่พักหนึ่ง ออกไป ใหม่ๆ ก็โทรไปหาเพื่อนฝูง พอโทรกลับมาก็ปรากฏว่า "ฮัลโหล ๆ แต่ไม่มีใครได้ยินสักคน บางคนก็บอกว่ากำลังอาบน้ำอยู่ 3 เดือนนี่เรารู้ตัวแล้ว..ไม่ใช่แล้วสำหรับสังคมคนไทย ก็เริ่มโทรหาเพื่อนๆที่ผมเคยทำงาน ด้วยที่ประเทศอเมริกา ความจริงเรื่องในช่วง นั้นน่าจะเขียนเป็นหนังสือออกมาได้ เอกยุทธ กล่าวกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์" อย่างอารมณ์ ดีเมื่อเอกยุทธไม่สามารถติดต่อกับเพื่อนที่เมืองไทย เขาจึงตัดสินใจเริ่มต้นอนาคตทางธุรกิจขึ้นโดยอาศัยเพื่อนเก่าๆที่เคยทำงานมา ด้วยกันที่อเมริกา อาศัยมีความรู้และมีเครดิต เคยกู้เงินเป็น100 ล้านเหรียญมาก่อนเอกยุทธ จึงไปเป็นเทรดเดอร์ จากนั้นเข้าทำงานที่เมอร์ริล ลินซ์ ที่นิวยอร์ก ในฐานะผู้บริหารไพรเวทฟันด์ ดูแลเงินประมาณ 100 กว่าล้านเหรียญ ไปทำสวอปเงิน ที่สวิตเซอร์ แลนด์ กับนิวยอร์ก ทำอยู่2 ปี จากนั้นก็มาทำพร็อพเพอร์ตี้ ราวปี2530-2531

"เราก็ต้องกู้จากธนาคาร เพราะที่นั่นกู้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราก็ไปเลือกอาคารที่โทรมนิดๆ แต่ทำเลดี แล้วเอาคนไปตบแต่ง ให้เช่า สัก1-2 ปีเราก็ขายทิ้งจังหวะที่เราไปซื้อราคาไม่สูงมาก เมื่อตบแต่งก็ทำให้ดูดี และมีเงินจากค่าเช่าไป.c.จ่ายธนาคารได้ เมื่อขายทิ้งก็ได้กำไรมา จึงนำเงินก้อนนี้มาทำธุรกิจ และเริ่มเข้าไปที่ลอนดอนประมาณปี1992 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีแล้ว..

เขา บอกว่าธุรกิจด้านพร็อพเพอร์ตี้ จัดว่าสร้างผลกำไรให้ จากนั้นเอกยุทธจึงได้หันมาวิ่งไล่จับเงินในอากาศอย่างสบายใจ ด้วยการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจัง ในช่วง นั้นเอกยุทธต้องเดินทางไปมาหลายต่อหลายประเทศ

ต่อมาเอกยุทธได้ซื้อตึกโอเรียลเต็ล มาร์ท เพื่อทำชอปปิ้ง เซ็นเตอร์ โดยประมูลได้จากธนาคาร หลังญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจล้มละลายทั่วโลก ในราคาเพียง 20 ล้านปอนด์ จากราคาเดิมที่สูงถึง 50 ล้านปอนด์ การซื้อในราคาที่ต่ำในลักษณะดังกล่าว ทำให้ต้องรับเงื่อนไขคือการรับสินค้าจากญี่ปุ่นเข้ามาขายในห้าง และเพิ่มสินค้าจากจีน และไทย ซึ่งจากจุดนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และมั่นคงสำหรับเอกยุทธ จนในที่สุดสามารถ ขยายเครือข่ายออกไปได้อีก 10 สาขา เมื่อธุรกิจหลักๆ เริ่มเข้าที่เข้าทางร้านอาหารไทย ในอังกฤษจึงผุดขึ้นตามมาในชื่อกำทอง ดำเนินกิจการมาแล้ว 10 ปีปัจจุบันเอกยุทธ ได้มอบให้ภรรยาดูแลกิจการแทน

กิจการที่อยู่ในมือของเขาเวลานี้ แทบทุก อย่างกระจายไปในประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ อเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ส่วนฝรั่งเศสมีน้อยมาก ขณะเดียว กันเอกยุทธ ยังเป็นเอเย่นต์ขายน้ำหอมใหญ่ที่สุดในฮ่องกงมีเกือบ 20 แบรนด์ มีร้านบูติก ที่ซื้อแฟรนไชส์ แล้วไปเปิด ที่จีนไม่ว่าจะเป็น M&G แบรนด์ของ.c.สเปน โดยที่เอกยุทธ ทำเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ คือซื้อก่อนแล้วนำไป ขายก็จะได้กำไร

"ที่อเมริกาก็เป็นซูเปอร์มาร์ท เหมือนกัน ตอนหลังก็ส่งทุเรียนแช่แข็งให้ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ทำอยู่ที่ลอนดอน มาเลเซีย ที่มาเลเซียส่วนใหญ่จะทำเป็นร้าน อาหาร ตลาดหลักทรัพย์มีหุ้นพร็อพเพอร์ตี้ ที่ลอนดอนเยอะ

เขา บอกว่า หากจะให้ฐานะมั่นคงก็ควร จะมีธุรกิจหลักไว้รองรับ เพราะการทำธุรกิจด้านการเงินหรือการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อใช้เงินต่อเงินนั้นมีโอกาสพลาดได้ เมื่อพลาดก็หมดทันที

"ผมมีประสบการณ์เห็นมาเยอะ บางที่เราแค่ เผลอตอนเข้าห้องน้ำ บางวันผมเคย หมด 20 ล้านเหรียญก็เคย วันที่ความมั่นคั่งในตลาดหายไป หรือราคาหุ้นร่วงดิ่งเหว ก็หมดเลย"

ล่าสุดเอกยุทธ ได้ ไทยโปรดักส์เซ็นเตอร์ ที่อังกฤษเมื่อปลายปีที่แล้ว คาดว่าจะเสร็จและเปิดได้ในช่วงปลายปีนี้ เป็นซูเปอร์มาร์ท ลงทุนเอง มีกำไรที่น่าพอใจและมีแผนที่จะ เอ็กซีบิชั่น เซ็นเตอร์ ประมาณ 1.8 แสนสแคร์ฟิต ความจริงแล้วเอกยุทธ คาดหวังที่จะดำเนินงานที่อเมริกามากกว่า เพียงแต่เขาตระหนักดีว่าเครือข่ายยังไม่แข็งแรงมากพอ และกลัวพลาด

"ผมใช้ระบบดูแลทั้งหมด อยู่ที่ไหนก็ดูได้หมดเราดูตัวเลขอย่างเดียว ส่วนเรื่องการ เล่นในตลาดหุ้น ผมก็ดูตัวที่ใช่ ผมไม่เคยฟังพวกที่บอกว่าเท่านั้นเท่านี้ ฟังแค่ว่าเขาพูด อะไร แค่นั้นเราก็รู้แล้ว ธุรกิจในเมืองไทย ผมไม่มีเลย ไม่สนใจเลย

ของเก่าของผมโดนยึดหมด ถ้าเราจะซื้อในเมืองไทย ก็ซื้อได้ แต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

ผมยังเจ็บใจอยู่ โดนโกงไปต่อหน้าต่อตา ทรัพย์สินที่โดนยึดไปศาลที่เอาไปจ่าย ยังจ่ายคืนผมมาอีก 200 ล้านบาทแล้วคิดดูว่าที่ของผม 70 กว่าไร่ราคาเท่าไหร่ ขายให้ พล.ต.ท.คนหนึ่งไป 200 ล้านบาท ทุเรศไหม กินกันอย่างนี้ รถของผม 37 คันมีไหมสักคันที่โดนยึด ไม่มีทุเรศ ผมถึงบอกว่าไม่อยาก ยุ่งแล้วประเทศไทย คนมันโกงกันหน้าด้านๆ พอเราไม่อยู่มันก็โยนให้หมด

ทุกคนถึงไม่อยากให้ผมกลับมาไง รออย่างเดียวจะโจมตีให้มันเสียไปเลย เพราถ้า ผมพูดมาแล้วมันเดือดร้อน หลักฐานมันมี ผมถึงไม่คิดมาค้าขายกับเขา"

เอกยุทธ บอกว่าถ้าถามเขาว่าวันนี้ รวยแล้วหรือยัง ? เขาตอบ "ผู้จัดการรายสัปดาห์"ว่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองรวย

"อยู่ที่อังกฤษไม่จำเป็นต้องผูกไท อยู่ใน ห้างก็ทำตัวปกติ จะแต่งตัวดีหน่อยก็ตอนไปแบงก์ ไม่รู้จะไปประกาศความรวยกับใคร ไม่เคยคิดว่าตัวเองรวยระดับไหน มีการประเมินเม็ดเงินที่ใช้ในการทำพรรคการ เมืองไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ผมก็ทำได้และมีเงินเหลือ แต่ไม่รู้จะทำอย่างนั้นทำไม ถ้าจะเปรียบเทียบผมกับคุณทักษิณ ผมคงเทียบไม่ได้แน่"

เมื่อประมวลจากคำบอกเล่าของเอกยุทธ แล้วจะพบว่าความร่ำรวยของเขามาจากการประกอบธุรกิจ 3 ด้าน ซึ่งรายได้ที่เข้ามาอันดับหนึ่งจะมาจากการค้าน้ำมัน ค้าเงิน และการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนอันดับ 2 จะมาจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแบรด์ดังๆ ทั่วโลก

ดังนั้นการกลับมาของเอกยุทธ ด้วยการ สร้างความฮือฮาที่จะบริจาคเงินให้พรรคการ เมือง รวมไปถึงการตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพราะเขาคิดว่า ตัวเองมีความสามารถที่จะเข้า มาบริหารประเทศได้ เพราะวันนี้ประเทศชาติ กำลังถูกกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสจากตลาดหุ้นหา ผลประโยชน์ให้กับคนไม่กี่ตระกูลได้ร่ำรวยตามๆ กัน

"จะมีก็แต่ผมที่ตามกลุ่มนี้ทัน เพราะหากจะเทียบชั้นการทำธุรกิจด้านการเงินต่างประเทศถือว่าผมไม่แพ้โซรอส แต่ผมมีคุณธรรมมากกว่า เพราะไม่ได้ทำร้ายบริษัทหรือประเทศที่จะไปถล่ม ผมมองว่าโซรอสคือนักฉวยโอกาสทางการเงินเท่านั้น

เอกยุทธ สรุปก่อนจบการให้สัมภาษณ์ ว่าเงินทุนที่มีอยู่ทุกบาท ทุกสตางค์ ได้มาด้วย ความบริสุทธ์ ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นหากเขาจะใช้เล่นการ เมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากต้องการเห็น การเมืองไทยเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถชนะเลือกตั้งด้วย 400 กว่าเสียงตามที่ประกาศไว้


"โซรอส"ใช้อำนาจเงินสู่อำนาจการเมือง
กว่า 7 ปีที่ผ่านมาคนไทยหลายคนคุ้นชื่อจอร์จ โซรอส เป็นอย่างดี ในฐานะผู้ที่สร้างความ วิบัติให้กับเศรษฐกิจไทย ด้วยการโจมตีค่าเงินบาทจนทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เคยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้ที่ 25 บาท มาเป็นระบบลอยตัวเมื่อ 2 กรกฎาคม 2540

พลังอำนาจของเม็ดเงินควอนตัมฟันด์ (Quantum Funds) กองทุนรวมภายใต้การบริหารของโซรอส ที่เห็นช่องว่างของระบบเศรษฐ กิจไทยที่มีปัญหาในเรื่องภาระการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาเป็นเวลานานหลายปีติดต่อกันและระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่เงินบาทแข็งค่ากว่าความเป็นจริง ทำให้กองทุนของเขาทำสัญญาเทขายเงินบาทล่วงหน้าไว้ก่อน พร้อมกับการเร่งกว้านซื้อเงินบาทเพื่อทำการส่งมอบ

ช่องว่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่โซรอสเท่า นั้นที่เห็น แต่ยังมีกองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Fund) อื่นๆ อีกที่เห็นและโดดเข้ามาผสมโรงอย่างเช่น ไทเกอร์ฟันด์ ประกอบกับบทวิเคราะห์ถึงแนวโน้มในเรื่องการยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนออกมาจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้เพิ่ม แรงกดดันต่อค่าเงินบาทของไทยอย่างมาก

ขณะที่รัฐบาลของไทยขณะนั้นเปิดเกมต่อสู้เพื่อปกป้องค่าเงินบาทอย่างเต็มที่ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 3.24 หมื่นล้านดอลลาร์ด้วยการ ทำสวอป เพื่อต่อกรกับแม่ทัพใหญ่อย่างโซรอส ส่งผลให้ต้องประเทศไทยต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว(Manage Float)

ท้ายที่สุดการประลองกำลังกันระหว่างแบงก์ ชาติกับโซรอสก็ได้ข้อยุติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากพรรคความหวังใหม่มาเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยสั่งยกเลิกนโยบายการแยกตลาดเงินออกเป็น 2 ตลาด ให้กลับมาเป็นตลาด เดียวกัน จนทำให้กองทุนของโซรอสสามารถหาเงินบาทเพื่อส่งมอบตามสัญญาขายล่วงหน้าได้ พร้อมกับภาระขาดทุนอย่างมหาศาลกับธนาคารแห่งประเทศไทยและลามมาถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่โครงสร้างเงินกู้ยืมมาจากต่างประเทศ ต่างประสบปัญหาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่ช่วงนั้นต้องใช้เงินมากกว่า 50 บาทมาซื้อดอลลาร์เพื่อชำระหนี้

ยุทธวิธีในการหาเงินของโซรอสไม่เพียงแต่การโจมตีค่าเงินบาทของไทยและค่าเงินริงกิต ของมาเลเซียเท่านั้น ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางของ อังกฤษก็พ่ายแพ้ยุทธวิธีของโซรอสมาแล้วและต้องสูญเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

วิธีการสร้างรายได้อย่างมหาศาลของโซรอส อยู่บนพื้นฐานของข้อบกพร่องของกลไกตลาด โดยเฉพาะความไม่มั่นคงในตลาดการเงิน และจุดอ่อนอื่นๆ เช่น ความล้มเหลวของระบบการ เมือง และระบบศีลธรรมในสังคม โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ห่างจากวัฒนธรรมของทุนนิยม

ความล้าหลังของเครื่องมือทางการเงิน การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่ระมัดระวัง เทียบกับการใช้เครื่องมือทางการเงินระดับโลกที่โซรอสเชี่ยวชาญ บทวิเคราะห์จากสำนักวิจัยที่ทรงอิทธิพลพ่วงด้วยสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลทั่วโลก ส่งผลให้โซรอสเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งของโซรอส ที่มีฐานชีวิตจากชาวฮังกาเลียนเชื้อสายยิว ต้องลี้ภัยจากภาวะสงครามสู่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และข้ามไปร่ำรวยจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับนักลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับหวน รำลึกถึงสิ่งที่เขาประสบมาในอดีต โดยจัดตั้งกองทุนสังคมเปิด(Open Society Fund) ทำหน้าที่รณรงค์เพื่อสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และประเทศอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2522 รวมถึงการ มอบเงินอุดหนุนให้กับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในประเทศต่างๆ

เงินของโซรอสที่ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ภายใต้โซรอส ฟาวเดชั่น ที่มีเครือข่ายมาก กว่า 50 ประเทศ ให้การสนับสนุนด้านประชาสังคม การสื่อสาร สื่อสารมวลชน สาธารณสุข สิทธิมนุษยชน สตรี รวมทั้งการปฏิรูปด้านกฎหมาย เศรษฐกิจและสังคม จนก้าวล่วงเข้าไป สู่ระบอบการปกครองของประเทศ

โซรอสให้ความสำคัญกับสังคมในระบบเปิด ซึ่งเป็นสังคมที่มีกฎหมาย เคารพสิทธิมนุษยชน เคารพความคิดเห็นส่วนน้อย มีรัฐบาลมาจากการ เลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เห็นได้จากการ เข้าไปให้ความช่วยเหลืออดีตประเทศกลุ่มสหภาพโซเวียต ให้มาเป็นประชาธิปไตย รวมถึงการ ให้ความช่วยเหลือในประเทศพม่าและทิเบต

ไม่เพียงแต่บทบาทในด้านความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลจากระบอบประชาธิปไตย แต่โซรอสยังมีบทบาทต่อนโยบายทางการเมืองของสหรัฐอีกด้วย เห็นได้จากข้อเสนอต่อรัฐบาลสหรัฐฯต่อบทบาทประชาธิปไตยในประเทศอิรัก ที่กองทัพสหรัฐฯอ้างว่าเข้าไปปลดปล่อยประชาชนอิรักออกจากอำนาจของผู้นำอย่างประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่ามหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลทางการเงินอย่างโซรอส ที่ต้องระหกระเหินจากภาวะสงครามในอดีต ถึงวันนี้เขากลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองอีกคนหนึ่งของโลกไปแล้ว


เจาะใจครอบครัว "อัญชันบุตร" พ่อ...มาเมืองไทยทำไม?
เจาะหลังบ้าน "เอกยุทธ อัญชันบุตร" เผยวิถีชีวิตฝ่ามรสุมเมืองผู้ดีแสนสาหัส เปิดตัวทายาทชาย-หญิง เมินตามรอยเท้า "พ่อ" หลังเห็นบทเรียนความเจ็บปวดในอดีต

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พลิกผันชีวิตในปี 2528 เส้นทางชีวิตของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ต้องระหกระเหินออกจากแผ่นดินพร้อมกับหอบหิ้วภรรยาและลูกชายที่มีอายุเพียงไม่กี่ขวบมุ่งหน้าสู่เมืองผู้ดีประเทศอังกฤษ

เบื้องหลังชีวิตต่างแดน
การใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษของเอกยุทธ ไม่ได้สุขสบายอย่างที่ใครคิด เพราะเมื่อครั้งไป ใช้ชีวิตต่างแดนใหม่ๆ เขาจะต้องกัดฟันต่อสู้อย่างแสนสาหัสเพื่อความอยู่รอดของทั้ง 3 ชีวิต

ลูกผู้ชายที่ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน อย่างเอกยุทธถึงกับออกปากยอมรับว่าการตัดสินใจไปใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษอยู่ในขั้นที่แย่มากๆ เพราะเขาต้องไปอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องปกปิดตัวเองตลอดเวลา เพราะในช่วงนั้นอำนาจรัฐยังสูงมาก

แต่คนอย่างเอกยุทธไม่ใช่คนที่จะล้มแล้ว จะข้ามได้ง่ายๆ ตลอด 20 ปีที่ประเทศอังกฤษเขาได้ใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นบทเรียน ดำเนินธุรกิจกับนานาประเทศจนประสบความสำเร็จกลับขึ้นมาผงาดมีเงินในกระเป๋านับหมื่นล้านบาทมากกว่าในอดีตอีกครั้ง

ทั้งนี้การใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษเอกยุทธ ก็ไม่ได้ปล่อยให้สมองว่าง เขายังได้เรียนรู้ชีวิต เพิ่มดีกรีให้กับตัวเองในระดับปริญญาโทด้วย หลักสูตร MBA ที่ ม.ชิวเลอร์ ของอเมริกัน

เปิดตัวทายาท "อัญชันบุตร"
ในช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษเอกยุทธมีทายาทตัวน้อยๆ เพิ่มมาอีก 2 คน โดยมีลูกชาย 2 คนและลูกสาว 1 คน ลูกชายคนโต "กฤษดา" ขณะนี้อายุ 20 ต้นๆ ส่วนลูกชายคนที่สองชื่อ "น๊อบ และลูกสาวคนสุดท้อง "นิศากร" หรือ "น้องนิ"ด้วยสำนึกในความเป็นไทยเอกยุทธไม่เคยคิดที่จะตั้งชื่อลูก เป็นภาษาฝรั่ง เหมือนลูกเศรษฐีเมืองไทยนิยม ใช้กัน เพราะเขาปลูกจิตสำนึกของลูกทั้ง 3 เสมอว่า เราเป็นคนไทย

และด้วยการซึบซับการทำธุรกิจของผู้เป็น พ่อทำให้ทายาททั้งสามของเอกยุทธเรียนจบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจทั้งหมด แต่ลูกทั้งสามก็ไม่ได้ให้ความสนใจที่ก้าวเดินตามรอย เท้าพ่อแต่อย่างใด เพราะทุกคนรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่พ่อเคยได้รับในอดีต จะมีก็เพียงลูกชายคนกลาง "น๊อบ" ที่มีหัวธุรกิจมากที่สุด ในบรรดาลูก 3 คน แต่ก็ไม่สนใจที่จะทำธุรกิจ เพราะวิถีชีวิตของคนที่อยู่ประเทศอังกฤษจะคิด อีกแบบ นับถือคนดี มากกว่าคนรวย ความคิด ที่ลูก ๆ จะทำธุรกิจในขณะนี้จึงไม่มีอยู่ในสมอง

สายสัมพันธ์ในครอบครัว
เมื่อเกิดมาเป็นลูกเศรษฐีคนมีเงิน "น๊อบ" ลูกชายคนที่สองที่ชื่นชอบกลับมาเที่ยวเมืองไทย จึงเข้าไปอยู่กลุ่มไฮโซ และบรรดาลูกรัฐมนตรีที่มีชื่อเสียงดังๆ โดยเฉพาะข่าวซุบซิบทางสังคม

"แม้จะเป็นกลุ่มมหาเศรษฐี มีชื่อเสียงโด่งดังใน
ขณะนี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เอกยุทธแฮปปี้มากนัก เพราะหัวอกผู้เป็นพ่อในฐานะอาบน้ำร้อนมาก่อน สิ่งที่กลัวที่สุดคือ "กลัวลูก เสียคน"

แต่ความห่วงใยดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจาก เอกยุทธเท่านั้น เพราะคนในครอบครัว "อัญชันบุตร" ที่มีภรรยาและลูกๆ ก็เป็นห่วงผู้เป็นพ่อไม่แพ้กัน เนื่องจากการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ ของเอกยุทธ ภรรยาและลูกไม่มีใครต้องการให้เอกยุทธเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย เพราะพวกเขาเหล่านี้ยังจำความรู้สึกในอดีตได้ดีว่าพ่อเจ็บปวดกับการถูกกระทำในอดีตอย่างไรบ้าง

โดยเฉพาะ "น๊อบ" ลูกชายคนกลางจะถาม พ่อตลอดว่า "จะมาเมืองไทยทำไม" ขณะที่ภรรยานอกจากจะทำหน้าที่บริหารธุรกิจร้านอาหารที่อังกฤษแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งยังต้องคอย กดโทรศัพท์มาเตือนสติสามีตลอดให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย

นี่คือครอบครัว "อัญชันบุตร" ที่ทุกคนล้วน ห่วงใยกับปฏิบัติการของเอกยุทธ เพราะก้าวเดินของเอกยุทธ ณ วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องการอะไร เนื่องจากคำตอบอยู่ที่เอกยุทธคน เดียวเท่านั้น

Friday, September 10, 2004

บันทึก 6 ตุลา : พลิกแผ่นดินตามหาลูก

เมื่อลูกๆ เติบใหญ่ ทุกคนต่างมีความฉลาดเท่าเทียมกัน เพราะพ่อแม่รักและพยายามให้เล่าเรียนตามความสามารถ ลูกจารุพงษ์ ลูกจงดี และทนงศักดิ์ ประภัสสร ก็เข้าเรียนกันตามลำดับ แต่ขณะลูกทั้งสี่เรียนอยู่ในชั้นประถมปลาย มัธยมต้น มัธยมปลายกันนั้น ลูกอมรเทพยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ในปี ๒๕๑๙ ที่โรงเรียนบ้านดินแดง ลูกประภัสสรเรียนชั้น ม.ศ.๑ ที่โรงเรียนสุราษฎร์ ลูกทนงศักดิ์เรียนชั้น ม.ศ. ๒ ลูกจงดีเรียนชั้น ม.ศ. ๕ ที่โรงเรียนสุราษฎรธานีเหมือนกัน ส่วนลูกจารุพงษ์ก็กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นนักศึกษาปีที่ ๒ คณะศิลปศาสตร์ ในปีนี้เอง เหตุการณ์ที่ไม่น่าคาดฝัน ได้อุบัติขึ้น ซึ่งนำความวิปโยคมาสู่ครอบครัวของข้าพเจ้า อย่างที่จะหาเหตุการณ์ครั้งไหนมาเปรียบเทียบมิได้ มันทั้งแสนจะปวดร้าวจิตใจจนแทบจะอดกลั้นไว้ได้ หรือจะเรียกว่าบัดนี้พ่อและแม่ของลูกๆ ได้ตายแล้วทั้งเป็นและจะตายจนกว่าจะเรียกร้องความสูญเสียนั้นกลับคืนมาเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เวลาประมาณ ๙.๐๐ น.เศษ วิทยุแห่งประเทศไทยได้กระจายข่าวว่ามีการจลาจลขึ้นในแผ่นดิน เสียงประกาศและเสียงปืนที่รัวถี่ยิบเป็นระลอกๆ ทุกคนต่างตระหนกตกใจ เพราะเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข่าวประโคมว่าได้มีผู้ก่อการจลาจลเป็นนักศึกษาไทย และพวกคนญวนที่จับกลุ่มอยู่ในธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ได้ยิงปืนออกมาจากภายในทำให้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้รักชาติล้มตายหลายคน และเสียงวิทยุก็เร่งเร้าให้ประชาชนช่วยกันผนึกกำลังเพื่อระงับเหตุการณ์ และช่วยกันกำจัดโดยทุกวิถีทางจนเกิดการประชาทัณฑ์นักศึกษาที่หนีเอาตัวรอดออกมาภายนอกบริเวณมหาวิทยาลัยช่วยกันทุบตีและผูกคอลากในสนามหลวง มิหนำซ้ำการทุบตียังไม่หนำใจ ยังได้จับมัดนำไปเผาทั้งเป็นหรือเรียกว่าตายไม่ทันนั่นเอง การเผานี้กระทำกันในที่ชุมชนคือข้างสนามหลวงนั่นเอง โดยใช้ยางรถยนตที่ชำรุดมากองแล้วเอาศพตั้งจุดไฟเอาน้ำมันรด ไฟลุกโหมไหม้เกรียมเป็นตอตะโก และอีกรายหนึ่งช่วยกันจับมัดใช้เชือกแขวนคอ โยงขึ้นไปผูกกับกิ่งมะขามแล้วประชาชนผลัดกันเข้าไปทุบตี ทั้งๆ ที่นักศึกษานั้นได้สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ความโกรธของปวงชนยังไม่เหือดหาย ถึงกับใช้เก้าอี้ไปรุมตีศพกัน เป็นภาพในหน้าหนังสือพิมพ์ มันเป็นเหตุการณ์ที่ทิ่มแทงเข้าขั้วหัวใจของบิดามารดานักศึกษาที่ส่งลูกให้มาร่ำเรียนนสถาบันที่สูงอย่างบอกไม่ถูก ถ้าฝูงชนเหล่านั้นช่วยกันคิดสักนิดหนึ่งว่า เขาก็เป็นพ่อหรือแม่คนหนึ่งของลูก การกระทำอย่างนั้นมันออกจะรุนแรงในศีลธรรมและวัฒนธรรม ซึ่งคนไทยได้นับถือศาสนาพุทธอยู่ ก็จะลดราวาศอกลงได้บ้างแต่แล้วครั้นเวลาประมาณเย็นๆ วิทยุได้ประกาศยุบรัฐบาลสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และตั้งคณะปฏิรูปปกครองบ้านเมืองขึ้นใหม่โดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ประกาศกฎอัยการศึก และประกาศกฎหมายการกระทำอันเป็นภัยสังคม แม้ว่ากำลังกระทำกัน หรือที่กระทำอยู่ก่อนประกาศนั้น ถือว่าเป็นความผิด ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าทำการจับกุมพวกจลาจลภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้เกิดการปะทะกันอย่างขนาดหนัก ทำให้ตัวตึกอาคารหลายหลังได้รับความเสียหายยับเยินเพราะนักศึกษาต่างก็วิ่งหลบกระสุนกันชุลมุน ส่วนมากจะวิ่งขึ้นไปบนตัวตึก เจ้าหน้าที่ก็ไล่ยิงเข้าใส่ บางคนก็หนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต แต่หนทางที่จะหนีออกนั้นยากเหลือเกินเพราะประตูทุกประตูถูกปิดตาย ซ้ำประชาชน ลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจ ทหาร ได้เรียงรายอยู่ภายนอก ยากที่จะหนีออกมาได้ มีอยู่ทางเดียวคือด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา นักศึกษาส่วนหนึ่งก็กระโดดลงน้ำ เพื่อว่ายข้ามขึ้นฝั่งอีกฝั่งหนึ่ง แต่ทว่าความหวังน้อยเหลือเกิน เพราะทหารเรือและตำรวจน้ำได้เรียงรายใช้ปืนคอยยิงสกัดไว้ บางคนถูกกระสุนปืนในแม่น้ำจมหายดิ่งลงไป บางคนดวงดีก็สามารถหนีรอดไป บางพวกหนีลงทางปล่องร่องน้ำคลานออกทางลำน้ำเจ้าพระยา แต่จะหนีเล็ดลอดไปได้ไม่กี่คน ส่วนใหญ่ก็ยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกจับกุม แต่เจ้าหน้าที่เป็นส่วนน้อย จำเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาดในการจับกุมโดยให้นักศึกษาทุกคนถอดเสื้อออกให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น ใครคนใดไม่ปฏิบัติตามก็ต้องได้รับโทษอย่างหนัก หรือถึงตายได้ในขณะนั้น เมื่อได้กวาดต้อนนักศึกษาลงมารวมกลุ่มตามบริเวณตัวตึกแล้ว ห้ามมิให้เคลื่อนไหวใดๆ โดยนั่งเอามือประสานคอก้มหน้าอยู่เป็นชั่วโมงๆ ในระหว่างนั้นมีการทำความสะอาดภายใน เก็บสิ่งของที่ตกหล่น ส่วนมากก็เป็นบัตรประจำตัวนักศึกษา บัตรประชาชน ซึ่งนักศึกษาจะต้องควักออกทิ้งเกลื่อนสนาม เพราะถ้าติดอยู่เกรงว่าจะถูกฝูงชนประชาทัณฑ์ หลังจากทำความสะอาดแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องนำรถยนต์ไปบรรทุกพวกจลาจลเหล่านั้นซึ่งนับเป็นพันคน แยกย้ายไปกักขังตามสถานที่ต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้